| Akekapol's profile^[-... MONKEY ...-]^PhotosBlogLists | Help |
|
สเปซชาว รปศ.
เพื่อนๆ อีกมากมาย
|
^[-... MONKEY ...-]^~ ... โลกใบนี้ มีเรื่องราวต่างๆมากมาย ให้เราได้พบเจอ และจบลง ... ~ December 10 Mind Speechวจี
ท่านเคยได้ยินใครสักคนพูด .. แล้วเกิดความรู้สึกไม่เชื่อหรือไม่ ..
ท่านเคยเห็นหมอดูฟันธงผิด .. แล้วก็ยังคงฟันธงต่อไปหรือไม่ ..
ท่านเคยเห็นคนที่ไม่มีสัจจะและไม่ยอมแก้ไขตัวหรือไม่ ..
ท่านเคยฟังคำพูดที่แฝงไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่างไว้หรือไม่ ..
ท่านเคยเป็นคนเหล่านี้เองหรือไม่ ..
รู้สึกใช่มั้ย .. บางครั้งในชีวิตของเรา ..
จะมีคนที่สามารถพูดแล้วให้เกิดบางอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ..
เกิดพลังได้ .. หรือ เปลี่ยนแปลงการกระทำของใครคนใดคนหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ ..
ผมคิดว่า .. คนเหล่านั้น .. มีความสามารถในการพูดที่ดี ..
คุณเคยเห็นผู้ใหญ่สอนเด็กมั้ย ..
ผู้ใหญ่บางคนต้องเขี้ยนตี .. บังคับ .. สร้างความหวาดกลัวในจิตใจ ..
แต่บางคนสามารถทำให้เด็กเชื่อฟัง .. และรับฟังด้วยรอยยิ้ม ..
นอกจากนั้น .. ยังมีความแตกต่างระหว่างผู้ใช้ความสามารถเหล่านี้ ..
บางคนใช้มันเสมือนความสามารถ .. ใช้เมื่อมีความประสงค์ของตนเอง ..
ในขณะที่บางคน .. ใช้ความสามารถเหล่านี้ได้อย่างธรรมชาติ ..
เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ..
บางคนหัดสิ่งเหล่านี้จากการฝึกพูด ..
ขณะที่บางคน ฝึกจิตใจของตนเอง ไปด้วย ..
อย่างไรก็ตาม .. บางครั้งในชีวิตเราเอง ..
ก็มีโอกาสประสบกับสิ่งเหล่านี่ ..
บางครั้งเราพบกับคนที่ .. พูดดีเพื่อจุดประสงค์ของตนเอง ..
คำพูดที่แสนหวาน .. ที่แฝงไปด้วยจุดประสงค์ ..
บางครั้งเราไม่สามรถรู้ได้เลย .. ว่าเราโดนสิ่งเหล่านี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ..
จุดประสงค์บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ดี ..
บางครั้งก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ .. การล่อลวง หลอกล่อ ..
มันจะไม่ผิดแปลกอะไรเลย .. หากคนฟังไม่รู้ถึงสิ่งเหล่านั้น ..
และไม่แปลกอะไรหากมันเป็นเรื่องดี ..
แต่หากคนฟังรับรู้ถึงวัตถุประสงค์เหล่านั้น ..
โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ที่ร้ายกาจและน่ากลัว ..
ความสยดสยอง และน่ากลัว ..จะถือกำเนิดขึ้นในจิตใจ ..
หากจิตใจผู้พูด .. ไม่สะอาดแล้ว ..
บางครั้งความไม่สะอาดนั้น ..
ก็จะถูกเปิดเผยผ่านการสกัด .. กลั่นกรองโดยผู้ฟัง ..
ยังไงก็ตามแต่ .. ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงเลย ..
ก็คือ คนที่คิดดีแต่พูดไม่เป็น .. อาจจะมีคำพูดที่ไม่ดีออกมา ..
แต่ถึงแม้คำพูดจะร้ายยังไง .. บางครั้ง คนก็สามารถเข้าใจจุดประสงค์นั้นได้ ..
คนเราไม่ได้พูดร้ายเมื่อหวังร้ายเสมอไป .. และไม่ได้พูดดีเมื่อหวังดีเสมอไป ..
เอ่าน่า .. อย่าคิดมาก .. ลุยเลยดีกว่า .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!
-----------------------------------------
Siam Terrace
จากวันแรกๆ ที่มาทำงานที่นี่ .. ทุกอย่างดูยากไปหมด ..
เดินเสมือนวิ่ง .. หัวหมุนติ้วๆ .. เหนื่อยและท้าทาย ..
คำสอนเป็นสิบๆ ถ่าโถมเข้ามาในหัว .. แทบจำไม่ได้อะไรเป็นอะไร ..
โทรศัพท์ช้า .. แกงรดเสื้อ .. หาของเป็นครึ่งชั่วโมง ..
หลายๆ อย่าง กับความผิดพลาดที่นี่ .. ไม่มีอะไรง่ายหากไม่พยายาม ..
แต่ด้วยที่พี่ๆ บอส คนครัวที่นี่ .. ทุกคนใจดีมาก ..
บางครั้งแรงบ้าง .. เบาบ้าง .. ก็เข้าใจและน้อมรับทุกครั้ง ..
พยายามเรียนรู้งาน .. จนทำงานได้ระดับผ่านเกณฑ์ ..
ต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคน .. กับคำสอน .. และแรงใจจากพี่ๆ คนครัวทุกคน ..
มีโอกาสได้รู้จักพี่ๆ ที่มาจากมหาลัยที่หลายคนอยากเรียน ..
เรียนรู้จักชีวิตพี่ๆ ที่มีอนาคตไกล .. ทุกคนเป็นกันเองมาก ..
นอกจากเรื่องเรียนเรื่องชีวิตจะเยี่ยมแล้ว .. จิตใจพี่ๆ ก็ดีด้วย ..
เป็นคนเก่งที่น่านับถือจริงๆ ..
อยากขอบคุณลงบล็อคนี้เพื่อเป็นที่ระลึก
พี่นุ่น ครูที่เทรนให้คนแรก .. และเป็นคนจัดงานแฟร์เวลให้ ใจดีสุดๆ
พี่แป๋ม ที่สอนไปยิ้มไปตลอดเวลา ..
พี่ออม เป็นแม่พระของร้าน .. คอยช่วยเหลือทุกคน และดูแลร้านระหว่างบอสไม่อยู่ ..
พี่แอม คอยเป็นคนซัฟแถวหลังตลอดมา .. ไม่มีพี่ ผมตายแน่ .. ฮ่าๆ
พี่เฟบ จารย์เฟบสุดฮอต ในหมู่สาวเกาหลี ชวนไปงานบ่อยๆ
พี่ท๊อป ที่ช่วยเรื่องเวร บ่อยๆ และสอนช่วงแรกๆ
และพี่ๆ หลายคน .. ที่แต่งเติมคนละนิดคนละหน่อย ..
โดยเฉพาะ บอส พี่แอ๋ .. กับมุมมองเจ้าของร้าน .. และคำสอนทั้งเรื่องงาน และเรื่องหลักการคิดมากมาย ..
อ่อ .. ยังเหลือฝ่ายคนครัว ..
พี่เชน .. หัวหน้ากุ๊กชาวโคราช .. กับอาหารที่อร่อยทุกมื้อ และชวนคุยเรื่องสาวตลอด
พี่ตุ่น กับภาษาอิสานที่คิดถึง ก็ได้พูดกับพี่ตลอด
พี่พร ชาวเวียงจันทร์ ถ้าบ่ลืมผมจะไปเยี่ยมเด้อ สบายดี
พี่สมคิด เชฟซูชิ ชาวพม่า ที่พูดไทยได้คล่องปร๋อ .. กับซูชิสุดอร่อย ..
และสำคัญที่สุดขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ..
ที่ให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการทำงาน .. และบทเรียนหลายๆ อย่าง ..
ถ้ามีโอกาส .. หวังว่าท่านจะกลับมาเยี่ยมเยียนเราอีกครั้ง ครับผม ..
@ Siam Terrace
ปล.แม้ผมจะไม่ได้ทำงานมากเท่าไหร่ .. แต่ก็มีความสุขทุกวันที่นี่ครับ .. ^^)/
November 17 การเดินทางกรุงlnw
เมื่อราวๆ สองปีก่อน ระหว่างที่หลายๆอย่างรอบตัวหมุนไปอย่างรวดเร็ว ..
ความรู้สึกที่อยู่ในใจมากมาย .. อัดรวมกันเป็นก้อน ..
ความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่ไม่สามารถระบายมาเป็นความรู้สึก ..
เหมือนดั่งไอน้ำรวมตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ในใจ ..
... แม้นั่นจะเป็นเพียงสิ่งที่ใจได้สร้างมันขึ้นมาเอง ..
แต่ร่างกายกลับได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในใจด้วย ..
ตัวเราเองตัดสินใจออกไปหาที่พักสงบใจ จากเรื่องราวรอบตัว ..
ในใจเรานั้นรู้ดี .. นี่ไม่ใช่การเดินทางเพื่อหนีปัญหา ..
เราเพียงอยากหยุดเรื่องรอบตัวซักพัก และเติมเต็มสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิต ..
เราตัดสินใจจัดกระเป๋าสำหรับการเดินทาง เข้าสู่เมืองที่ใครๆก็รู้จักกัน ..
แต่สำหรับเรานั้น .. ไม่ได้รู้จักมันซักเท่าไหร่เลย ..
.. กรุงเทพ .. เมืองขนาดใหญ่ในความคิดของเรา ..
เรากำหนดเป้าหมายให้ตัวเราเอง ..
ข้อมูลสำหรับการเดินทางนั้นเราแทบไม่ได้เตรียมอะไรไปเลย ..
ใส่เสื้อผ้าไปสองชุด อุปกรณ์ดำรงชีพขั้นพื้นฐาน และพลังใจ ไว้ในกระเป๋า ..
การเดินทางครั้งแรกด้วยตัวคนเดียว .. เพื่อหาที่สงบใจ ..
ออกเดินทางในเวลาประมาณสามถึงสี่ทุ่ม .. ด้วยรถประจำทาง ..
การซื้อตั๋วเข้าเมืองกรุงครั้งแรก ..
แม้จะกังวลกับเป้าหมายที่รออยู่ข้างหน้าอยู่บ้าง ..
เพราะในใจนั้นไม่สามารถมโนภาพได้เลยว่า จะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอยากเดินกลับหลัง ..
เราพอจะรู้ว่า หากเดินกลับหลังไป อะไรจะรอเราอยู่ ..
รถเริ่มเคลื่อนตัว .. ความรู้สึกตื่นเต้น เริ่มก่อตัว ..
ระหว่างอยู่บนรถนั้น ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ..
มองเห็นสถานที่ใหม่ๆ มากมาย .. หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ..
เรียงรายอยู่สองข้างทาง .. แม้แต่โทลเวย์ยังทำให้ตื่นเต้นได้ ..
เพราะความแปลกใหม่ของมัน ..
คิดถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า .. ภาพเมืองใหญ่ที่ได้เพียงเห็นแต่ในทีวี .. กำลังรอเราอยู่ ..
ตีสองกว่าๆ เริ่มมองเห็นก้อนปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่เรียงรายกันมากมาย ..
ในใจพลันตื่นเต้นไปกับสิ่งรอบตัว .. การผจญภัยท่ามกลางก้อนปูนซีเมนต์ขนาดมหึมา ..
ตลอดระยะเวลาที่เราเดินทาง .. เราไม่สามารถที่จะข่มตาให้หลับได้ ..
เพราะความกังวล ความตื่นเต้น และหลายๆความรู้สึกเกิดขึ้นในใจ ..
จนตีสามกว่า เราได้เดินทางมาถึงที่หมาย ..
ผู้คนเริ่มทยอยลงจากรถ .. และมุ่งหน้าไปยังที่ที่เค้ารู้ดี ว่าเค้ากำลังไปไหน ..
หมอชิต .. ชื่อนี้ จากที่เคยได้ยินเพียงแค่ในทีวี .. วันนี้ได้มีโอกาสเห็นของจริง ..
จำได้ว่าวันที่มาถึง .. ค่อนข้างกังวลอยู่บ้าง .. เพราะเนื่องด้วยเวลาที่เรามา .. ยังดึกอยู่ ..
คนไม่พลุกพล่าน .. เห็นหมาเป็นกลุ่มเห่าและวิ่งไล่กัน ..
เห็นนักเดินทางหลายคน ยึดเอาม้านั่งสาธารณะเป็นที่นอน ..
ตอนนั้นแอบคิดไว้ .. หากเราไม่มีที่พัก .. นั่นคงเป็นที่นอนของเราเช่นเดียวกัน ..
จากนั้นก็สังเกตุเห็น นักเดินทางบางส่วนเดินไปยังศูนย์กลางของสถานี ..
เราก็ลองเดินตามเขาไป .. เพราะยังไงเราก็ไม่รู้อยู่แล้ว่า .. ตัวเราเองอยู่ตรงไหน ..
ถือเป็นการสำรวจทางไปในตัว ..
ยืนอ่านชื่อสถานที่มากมายที่ ป้ายอัตราค่าโดยสารที่ วินมอเตอร์ไซค์ ..
ทุกๆชื่อ ล้วนแปลกใหม่สำหรับเรา .. อะไรคือหัวลำโพง ..
อะไรคือพระประแดง .. อะไรคืออนุสาวรีย์ชัย .. จตุจักรอะไร บลาๆ ..
สถานที่ปลายทางมากกว่าสิบเป้าหมาย ..
เราพยายามอ่านมันเพื่อให้คุ้นเคย และพยายามจำมัน ..
เพราะหากหลงทางจะได้ยึดสถานที่ต่างๆ เหล่านี้เป็นที่หาทางกลับ ..
เดินสำรวจหมอชิตไปได้สักพัก ก็พบป้ายมายังที่ขึ้นรถโดยสาร ..
ตอนที่เราไปถึงนั้น ยังตีสามกว่าๆ อยู่ .. รถยังไม่ให้บริการ ..
เรามองไปรอบๆ ตัวเรา .. ชีวิตผู้คน ร้านอาหารเช้าเล็กๆกำลังเปิด ..
ผู้คนเริ่มมาเตรียมของกันที่นี่แล้ว .. นักเดินทางบางส่วนก็ยังคงนอนรอรถบนเก้าอี้ ..
ตอนนั้นตัวเราเองรู้ตัวแล้วว่าต้องถามทางใครซักคนรอบๆ ตัวเรา ..
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อเราไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปที่ไหน ..
อย่างที่เพื่อนท่านหนึ่งเคยบอกไว้ .. หากจะเข้ากรุงเทพนั้นไม่ยาก ..
เพียงแต่พื้นฐานเลย เราต้องรู้ว่า เรากำลังจะไปไหน ..
.. มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ .. แม้กรุงเทพจะใหญ่ขนาดไหน ..
เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกส่วนของมัน .. แค่รู้ที่ที่เราจะไปก็พอ ..
สถานที่แรก ที่เราตัดสินใจไปคือ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เพื่อนเราเรียน ..
เราถามผู้คนแถวนั้นว่า เราจะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้อย่างไร ..
เค้าก็บอกวิธีขึ้นรถบัสว่าสายไหน ให้ไปลงไหน ต่อสายอะไร
ตีสี่กว่าๆ รถประจำทางเริ่มให้บริการ .. เราขึ้นรถประจำทางไปยังเป้าหมายแรก หลักสี่ ..
ถึงตอนนี้เรายังคงตื่นเต้น .. เพราะนี้เป็นการขึ้นรถ ขสมก. ครั้งแรก ..
ซึ่งเราไม่รู้ว่าเค้าให้บริการยังไง ต้องจ่ายเงินตอนไหน จะลงจากรถยังไง ..
ในฐานความรู้เดิมจากที่เคยอ่านข่าว รู้เพียงแต่ว่า รถนี้มักเกิดอุบัติเหตุบ่อย ..
ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและอันตราย .. คนตกรถแล้วโดนเหยียบ หรือ ลากคนขับมอเตอร์ไซค์ไปกับรถ ..
หนทางรอดในตอนนั้น วิธีที่เจ๋งที่สุดคือการถามผู้คนรอบตัว ..
นอกจากจะเป็นการเอาตัวรอดแล้ว ยังได้สร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ..
ขณะนั้นไม่ใช่เวลาจะพูดเรื่องของทิฐิ พยองและยึดมั่นในความรู้ของตน ..
และนั้นก็เป็นวิธีที่ดี .. ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ มีความเป็นการผจญภัยมากขึ้น ..
ถึงหลักสี่แล้ว .. เรายังคงโหวงๆ เหวงๆ .. เมื่อลงจากรถมายืนยังข้างทาง ..
คำถามแรกในหัว .. ที่นี่ที่ไหน .. ยังคงงงๆ กับที่ที่ตัวเองยืนอยู่ ..
ส่วนหนึ่งคงเพราะฟ้า ที่ยังไม่สว่าง ..
ระหว่างที่รอต่อรถนั้น .. ได้เข้าไปถามพี่สาวคนหนึ่งซึ่งลงมาจากรถประจำทางสายเดียวกัน ..
ว่าเราต้องขึ้นรถฝั่งไหน .. ไปลงตรงไหนยังไง .. และก็ประโยคสนทนาอื่นๆ ..
ด้วยความโชคดี .. พี่เค้าจะเดินทางผ่านมหาวิทยาลัยที่เรากำลังจะไป ..
เค้าก็เลยชวนเราขึ้นรถแทกซี่ไปด้วยกัน ..
..................................... พักชั่วคราว ..........................................
กรุงlnw 2
ระหว่างทาง เราสนทนากับพี่ที่ชวนเรามาด้วย .. พลางมองออกไปนอกรถ ..
สิ่งก่อสร้าง ถนนหนทาง รวมถึงรถแท๊กซี่เอง .. ถือเป็นของใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจทั้งนั้น ..
เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ก็ได้กล่าวขอบคุณและกล่าวคำร่ำลา ..
และเฝ้ามองรถแท๊กซี่ ที่ค่อยๆเคลื่อนตัว ไกลออกไป ..
.. เรายืนอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งนั้นขณะที่ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก .. มองเข้าไปยังภายในเขตมหาวิทยาลัย ..
พลางคิดถึงภาพเวลาที่คนพลุ่งพลาน .. ที่นี่คงจะวุ่นวายน่าดู .. แต่ตอนนี้ .. ไม่ใช่ ..
เรายืนอยู่คนเดียว .. สิ่งแรกที่นึกได้ตอนนั้นคือ .. ข้อมูลกรุงเทพ จากร้านอินเตอร์เน็ต ..
เดินหาไปซักพักก็เจอร้าน ไม่ไกลจากหน้ามหาวิทยาลัยมาก ..
เข้าไปเปิดเว็ปไซด์ ดูแผนที่กรุงเทพ เขตที่เรายอยู่ .. พร้อมกับเขียนแผนที่คร่าวๆ ใส่กระดาษ ..
ประมาณหกโมงเช้า เสร็จภารกิจแผนที่กรุงเทพ .. แอบงีบในร้านนิดหน่อยถึงเจ็ดโมง ..
ก็ได้โอกาสเดินเข้าไปสำรวจในมหาวิทยาลัย .. เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ .. จึงมีคนเพียงน้อยนิด ..
สำรวจอาคารสถานที่ต่างๆ อยู่คนเดียว .. เดินอ่านป้ายติดประกาสต่างๆ ..
ได้เห็นข้อความ และกิจกรรมแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ..
ได้เรียนรู้ส่วนหนึ่งของนักศึกษาในเมืองหลวงแห่งนี้ ..
เดินซักพัก จนเจอห้องสมุด .. สถานที่ ที่เพื่อนของเราจะมาอ่านหนังสือประจำ ..
นั่งดูแผนที่และคิดอะไรไปซักพัก .. ก็เผลอหลับไปอีกงีบนึง ..
ตื่นมาได้สักพัก .. ตัดสินใจโทรถามเพื่อนสนิทที่เรียนที่ กรุงเทพ ..
ถึงการเดินทางในกรุงเทพ .. เพื่อนได้ให้คำจำกัดความสั้นๆ มาว่า ..
"หากจะเดินทางนั้น ต้องมีเป้าหมายเสียก่อน" และแนะนำให้ไปที่อนุสาวรีย์ .. และเนื่องด้วยด้วยเพื่อนสนิทคนนี้ ติดทำงานถ่ายทำหนังสั้น ..
จากที่เราคาดไว้ว่าจะไปเล่นกับเพื่อนคนนี้ก็เลยต้องยกเลิกไป ..
ตัดสินใจเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยแห่งนั้น ..
มุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยตามที่เพื่อนบอก ..
---------------------------- พักชั่วคราว --------------------------------------
ออกมาด้านหน้ามหาวิทยาลัย .. ถามคนแถวนั้นตามระเบียบ ..
เมื่อได้คำตอบพร้อมกับจดสายรถประจำทางไว้เรียบร้อยแล้ว ..
ก็ถึงเวลาของการรอคอยรถ .. แม้ในใจจะกลัวจะนั่งผิดสาย ผิดฝั่ง อยู่บ้าง ..
แต่ก็ไม่อยากพึ่งแท็กซี่ .. เพราะส่วนตัวนั้นคิดว่า .. มันทำให้ความรู้สึกของการผจญภัยลดหายไป ..
และเป็นการเปลืองเงินโดยใช่เหตุ .. ถ้าไม่จนปัญญา หลงโคกอิโด่ย จริงๆ .. คงไม่ใช้บริการ ..
ระหว่างที่อยู่บนรถ .. ถามคนที่นั่งข้างๆ เรื่องจุดลงรถอย่างตั้งใจ ..
เนื่องจาก หากเกิดเหตุการณ์ลงผิดจุด .. เราเองคงไม่อยากจินตนาการภาพ ..
รถบัสมากมายที่มี ชื่อสถานที่แปลกๆ ติดอยู่ข้างรถ วิ่งผ่านไปมา .. บวกกับความไม่อยากเสียเวลานั่งรถกลับไปเริ่มจากจุดแรก ..
และในที่สุดก็สามารถต่อรถได้อย่างไม่ยากเย็น ..
เมื่อถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ..
รถจำนวนมากมายวิ่งกันอุตหลุด .. ทั้งรถประจำทางและไม่ประจำทาง ..
อ่านป้ายที่หลากหลาย ลายตา ..
และตัดสินใจเดินทางไปยังสวนสัตว์ดินแดง เป็นสถานที่แรก ..
ปัญหาเกิดขึ้นจนได้ .. เมื่อความกลัวครอบงำจิตใจ ..
เนื่องจากระหว่างอยู่บนรถ เกิดอาการกลัวหลงทาง ..
คำว่า " ถึงยังวะ " ย้ำอยู่ในใจ ..
และการคิดไปเอง .. คงเป็นตรงนี้แหละมั้ง สวนสัตว์ ..
กำแพงแบบนี้แหละมั้ง .. สวนสัตว์ ..
สุดท้าย .. ทำให้เกิดการ กดกริ่งก่อนถึงป้าย ..
พอลงจากรถได้สามก้าว .. โอ้แม่เจ้า .. ที่ไหนวะเนี้ย ..
------ หยุดพักอีกแล้ว -----
มองซ้าย มองขวา .. เหลียวไปเห็นศาลารอรถข้างทาง ..
รีบเดินปรี่เข้าไป .. นั่งพัก เอาความกังวลและความเหนื่อยออกไป ..
นั่งมองรถที่แล่นผ่านไปมา พลางคิดอะไรเพลินๆ ..
ก็หันไปคุยกับป้าที่นั่งข้างๆ .. ป้าที่ไม่ใช่แค่ป้าธรรมดา ..
คุณป้าคนนี้สวมชุดเหมือนแอร์โฮสเตส ..
แต่ค่อนไปทางกระเป๋ารถใส่หมวกมากกว่า ..
ป้าคนนี้หัวขาวแล้ว ผิวค่อนข้างคล้ำ ทาปากแดงแจ๋ แถมพูดภาษาอิสาน ..
ลองทักและถามทางป้าไปพลาง .. แกใจดีมาก แถมยังยิ้มตลอดเวลา ..
หลังจากที่ได้ข้อมูลแล้วก็ออกเดินทางต่อ .. โดยการเดินเท้า ..
ผ่านสถานที่ ที่ซึ่งดูเหมือนศูนย์ราชการ มีคลองน้ำรอบ ..
และสุดท้าย .. ก็มาจนถึงสวนสัตว์ดินแดง ..
-------------
พิมพ์จนจะจบแล้ว คอมพ์ดันดับ .. เจ็ดโด้เอ๊ย .. เบิดแฮงพิมพ์แหล่ว .. ( T-T)
เอาแบบย่อๆ .. ทัวร์สวนสัตว์คนเดียว เดินวนรอบ ..
ออกมาเจอคนที่ขังตัวเองในกรง นอนดูทีวี ชิลเตร็ก ..
เดินต่อไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม พระบรมรูป และยาวไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ..
ผ่านสนามมวย เจอคนทักว่าเป็นชาวต่างชาติ ..
เจอเด็กตกปลาเหนือฝาท่อระบายน้ำกลางเมืองกรุง
ไปต่อยังเยาวราช .. เจอ คนหน้าคล้ายนางเองเรื่อง เฉิ่มในชุดกระโปรงดำ ให้ความช่วยเหลือ ..
ขึ้นรถไฟใต้ดินครั้งแรก ..
ตัดสินใจประหยัดค่าที่พักโดยนอนที่หอพักที่พี่อยู่ ..
เจอห้างสาขาย่อยพารากร้อน(มั้ง)
เดินทางไปยังจตุจักร ทัวร์รอบจตุจักร
ซื้อเสื้อสก๊อตเร็ดโทรรัดติ้ว .. สรุปใส่บ่ได้ ..
เดินทางกลับขอนแก่น ..
จบแล้วจ๊ะ .. ทริปสองวัน ..
หลายๆ อย่างลืมไปเกือบหมดแล้ว ..
แต่ก็เป็นทริปที่ให้แง่คิดมากมายมาจนถึงทุกวันนี้และที่ผ่านมาเช่นกัน ..
ฝันดีครับ ..
October 12 .. นางเอก ..เพชรา เชาวราษฎร์ ชื่อนี้ ตัวกระผมเอง เคยได้ยินมานานแล้ว .. หลังจากที่ก่อนหน้านี้ .. เคยมีเพื่อนพูดถึงโฆษณาที่ซึ้งๆ ของ โฆษณาตัวที่สอง .. ของมิสทีน เกี่ยวกับคุณ เพชรา ..
อันนี้จากน้องหลอด ..
October 08 FarewellSmiley Man
ทำไมหนา .. เวลาได้พรากคนที่ฉันรักไป ..
เวลาได้พรากสิ่งต่างๆ รอบตัวของฉันไป ..
เวลานำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ..
การเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสัจธรรม ..
ฉันรับรู้จักคำเหล่านี้มานาน ..
แต่พอมันเกิดขึ้นกับชีวิตฉันเอง ..
ฉันกลับเป็นเหมือนจะรับกับมันไม่ไหว ..
ฉันคงยังไม่เข้าใจมันดีพอ ..
หรือเพราะฉันยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่ ..
ท้องฟ้าดูเป็นสีเทา .. หลายๆอย่างหมุนวนอยู่ในหัว ..
เสียงอื้ออึง ของผู้คนรอบกาย ..
รอยยิ้มของชายชราที่พิมพ์อยู่ในใจ ..
กับ มือที่เอื้อมไปไม่ถึง ..
.. โทรศัพท์จากทางบ้าน ..
ที่เหมือนจะเป็นเรื่องปกติ ..
เสียงแม่ที่พูดแบบรวบรัดตัดตอน ..
เหมือนอยากจะแทรกเสียงหัวเราะเหมือนเคย ..
แต่ก็ไม่วาย ที่จะมีเสียงสั่นเครือ และผลัดสายให้พ่อ ..
พ่อ ถามข่าวคราว สบายดีมั้ย ..
อยู่กันสองคน ดูแลพี่สาวดีๆ นะ ..
พูดเหมือนจะสั่งลา ..
แล้วก็บอกว่า .. ปู่เสียแล้วนะ ..
แล้วก็กล่าวลาอีกไม่กี่คำ ..
ช่างเป็นบทสนทนาที่รวดเร็ว เสียเหลือเกิน ..
เป็นบทสทนา ที่เหมือนเก็บซ่อนบางอย่างเอาไว้ ..
คงเพราะ .. ความเป็นผู้ใหญ่ ทำให้ต้องเก็บซ่อนอารมณ์ของตัวเอง ..
ผมรู้ว่าพ่อรักปู่นะ .. และผมรู้ว่าพ่อรักมาก ..
พ่อไม่เคยเหนื่อยเลย .. ที่ต้องขับรถไปกลับกว่า 460 กิโลเมตร ..
เพียงเพื่อจะพาปู่ไปโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ..
บางครั้งพาไปแค่รับยาไม่กี่ชุด ..
บางครั้งก็พาไปตรวจนิดๆ หน่อย ..
แล้วก็กลับ ..
ลูกหลานมีหลายคน .. แต่ถึงเวลาเจ็บป่วย ..
เหมือนมีลูกไม่กี่คน ..
บางครั้งพ่อก็ต้องพาลุงแดงไปเป็นเพื่อนด้วย ..
เพราะไม่มีคนอื่นแล้ว .. ทั้งๆ ที่ลุงแดงไม่ใช่พี่น้อง ..
แปลกดี ..
ทำไมน้า .. เหมือนกับว่า ต้องป่วยหนักๆ ก่อนถึงจะมาพร้อมหน้าพร้อมตา ..
ต้องเป็นอะไรร้ายแรงก่อน .. ถึงจะได้เจอหน้าพี่น้องหลายๆ คน ..
เค้าอาจจะเบื่อ เค้าอาจจะเหนื่อย และไม่มีเวลา ..
เพราะคนชรา นั่นเจ็บป่วยง่ายเหลือเกิน ..
เค้าอาจจะคิดว่า การต้องมาตามดูทุกครั้งครา มันคงเสียเวลาทำมาหาเงินเค้า ..
ผมเข้าใจว่าเงินซื้อความสุขของเขาได้ ..
เงินช่วยสร้างความก้าวหน้าได้ ..
เงินซื้อโอกาสในความสำเร็จได้ ..
และเค้าคงไม่อยากเสียเวลาทำเงิน ..
เพื่อมาใช้เวลากับคนแก่คนนึง .. ที่ป่วยบ่อยๆ คนนี้ ..
ถ้าเลือกที่จะเสียเวลาทำเงิน .. เพื่อมาใช้เวลา กับคนแก่คนหนึ่ง ..
ก็ถือเสียว่า .. จ่ายเงิน หรือ เสียเงินนั้นไป เพื่อให้ได้มาพบคนแก่ คนนี้ .. หรือเขาคิดว่า .. คนแก่คนนี้ไม่มีค่าพอ เท่ากับเงินที่เขาจะหาได้ ..
ช่วงเวลาสั้นๆ กับคนแก่คนนี้ ..
ช่วงเวลาสั้นๆ ที่จะทำให้คนแก่คนนี้ มีความสุข ..
ยอมเสียเงินเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เชียวหรือ ..
ซื้อเวลา ซื้อความสุขให้เค้า .. เหมือนที่เค้าเคยซื้อความสุขให้คุณตอนเป็นเด็กไง ..
-----------------------------------------------------------------------------------
ตอนนี้ปู่อยู่ที่ไหนนะ .. มันจะเหมือนที่ในจินตนาการผมมั้ย ..
ที่ที่มีทุ่งหญ้า ดอกไม้ และสายน้ำ .. มีลมเบาๆ พัดผ่าน ..
ปู่ยังยิ้มและหัวเราะเหมือนทุกครั้งที่ผมเจอปู่มั้ย ..
ปู่ยังชอบฟังเรื่องตลกๆ ของวัยรุ่นอยู่มั้ย ..
ปู่ยังจำพี่ชายผมที่เคยบอกจะพาสาวๆสวยๆ มาดูแลปู่่ได้มั้ย ..
ก่อนผมมา ยังบอกปู่ให้แข็งแรง และอยู่จนร้อยปี ยังจำได้มั้ย ..
อาหารที่ทานด้วยกันครั้งสุดท้าย ปู่กินเกลี้ยงเลย มันอร่อยมากใช่มั้ย ..
ผมยังเดินประคองปู่ไปขึ้นรถไปขอนแก่นยังจำได้มั้ย ..
เพื่อนที่ตลาด ยังรอปู่ไปทานโอวัลตินอยู่นะ ..
ผมยังอยากเห็นรอยยิ้มของปู่อีก อยากฟังเสียงหัวเราะของปู่อีก ..
ไม่อยากกลับไปเห็นเพียงแค่รูปถ่าย ..
อยากกลับไปหัวเราะ .. แซวปู่ กอดปู่ เหมือนเคย ..
ยังอยากเห็นปู่นั่งยิ้มอยู่หน้าบ้านเหมือนเดิม ..
ต่อไป ..
แล้วใครจะนั่งอยู่หน้าบ้าน ที่เก้าอี้ ที่เดิม ..
ไม่อยากเห็นเลย ภาพที่ไม่เคยชินตา ..
พ่อรักปู่มากนะ .. ผมก็รักปู่เหมือนกัน ..
-------------------------------------------------------------------------- September 21 Crazy Daidomon.บล็อคเล่า กล่าวชีวิต
New Generation.
ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางบนพาหนะชนิดหนึ่ง ได้พบกับเด็กชายคนหนึ่ง นั่งติดกับผม
อายุ 7 ขวบ อานาม Daniel ชนเผ่า Korea เป็นชาว Korean
ตัวกระผมเอง มีความสามารถเข้ากับเด็กได้เป็นอย่างดี
คงเพราะตัวผมเคยเป็นเด็กมาก่อน (?)
ประโยคสนทนาจึงเริ่มขึ้นอย่างง่ายดาย มีเสต็ปดังนี้
เริ่มจาก สังเกตุเด็กเล่นของเล่นลักษณะคล้ายลูกบอล
พอกดปุ่มบนลูกบอล มันจะแตกออกมาเป็นตัวมอนสเตอร์
โอ้ .. แม่เจ้า .. ถ้าเป็นสมัยผมยังเป็นเด็ก ..
เพื่อนๆ ทั้งห้อง คงมารุมดูของเล่นไอ้เด็กคนนี้แหง่มๆเลย ..
ดูไปสักพัก .. ผมก็เอาสมุดโน๊ตขึ้นมาวาดรูปมอนสเตอร์ ..
เห็นผลทันตา .. เดเนียลเลิกเล่นของเล่นชิ้นนั้นทันที ..
หันมาถามผมว่า .. คุณวาดรูปอะไร ..
แล้วผมก็เริ่มตอบประโยคสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ทันที
พอจบประโยค ปุ๊บ .. Daneil ถามคำถามที่สองอย่างรวดเร็ว
"ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด" .. แม่เจ้า .. !!
ภาพกระเหรี่ยง ณ เชียงราย ผุดขึ้นมาในหัวผมทันที ..
พร้อมกับรอยยิ้ม .. ปนฟันหลอ นิดหน่อย .. และเสียงหัวร่อ ฮี่ ๆ ๆ
โอ้ววว .. บร๊ะจ๊าว .. กูเป็นกระเหรี่ยงไปแล้วเหรอเนี้ย .. พูดแล้ว คนฟังไม่รู้เรื่อง ..
ทบทวนถึงประโยคที่พูดไป .. ศัพท์พอได้ .. รูปประโยคโอเค ..
มันเป็นที่ สำเนียง แหง่มเลยแสด .. เสียงกระเหรี่ยงดอย ดังก้องในหู ..
" เมอะ พุ ละ โคะ ฟะง์ มะย์ ขะว์ จะย์ "
หน้าหล่า ไปซักพัก .. หลังจากยอมรับสภาพตัวเองได้
คิดได้ว่ามีสมุดโน๊ต จึงใช้วีธีเขียนคำพูดเอา ..
การสนทา จึงดำเนินไปด้วยดี ..
.. หลังจากที่ดูรูปผมวาดไปสองสามรูป เดเนียลได้ขอสมุดผมไปวาดรูปบ้าง .. ..
รูปที่วาดนั้น เป็นรูป ประสาท มีหอคอย มีสะพาน และที่สำคัญกว่านั้น ..
มันเป็นรูปลักษณะ 3 มิติ !! มีระยะใกล้-ไกล ..
คิดถึงรูปที่ตัวเองวาดสมัยประมาณ 7 ขวบ มีแต่รูปสองมิติ
ถ้าเทียบกันแล้วรู้สึกว่าของผม .. ห่วยสุดตีน ..
.. ลืมแนะนำ เดเนียล นั้น มากับคุณแม่ของเค้า .. ซึ่งนั่งถัดจากเดเนียลไปอีก ..
บางครั้งที่แม่เค้าเห็น เดเนียลเล่นกับผมมาก .. ก็มักจะทำหน้าดุใส่เดเนียล ..
เลยทำให้ผมรู้สึกต่ำต้อยนิดๆ และคิดในใจว่า .. กูดูอันตรายไปเหรอเนี้ย ..
หรือตัวกูเหม็นกลิ่นโคลนสาบความ มาจากไทย ..
จึงทำให้เธอ เหมือนไม่ค่อยชอบให้ลูกของเธอ เล่นผมซักเท่าไหร่ ..
แต่ก็แค่นั้นแหละ .. มันกลับมาเล่นกับผมเหมือนเดิม ฮ่าๆๆ .. โดนพลังเกรียนสะกดจิต ..
อ่อ .. ลืมบอกไป .. เวลาเดเนียลพูดกับมามี๊ของเค้า .. เค้าจะพูดเป็นภาษาเกาหลี ..
เวลาพูดกับผม .. จะพูดภาษาอังกฤษ .. ชนิดเร็วปร๋อซะด้วย ..
นั่นแหละครับ .. อีกประเด็นหนึ่ง .. เค้าพูดได้สองภาษาตั้งแต่ 7 ขวบ .. !!
แม่จ๊าว .. กูเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ตัวเท่าขี้แมว .. ท่องเอบีซี ..
จนถึงบัดนี้ เพิ่งเลิกเรียนตอนอยู่มหาลัยหมาดๆ เป็นสิบกว่าปีแล้ว ..
ยังพูดห่วยบรมแตก .. สื่อสารไม่รู้เรื่อง .. เทียบเด็กเจ็ดขวบไม่ได้ ..
ที่ผ่านมา กูเรียนไปหาสิแตก อะไรวะเนี้ย .. แดกไม่ได้เลย ..
แอบเศร้าเล็กๆ .. แล้วก็ทำให้คิดถึง .. โลกในวันข้างหน้า ..
เด็กรุ่นใหม่นี่เก่งเร็วมาก .. เก่งกว่ารุ่นเรา เมื่อเทียบตอนอายุเท่ากัน ..
แล้วโลกการแข่งขันในอนาคต .. ถ้าเทียบตัวเราอยู่ในสนามแข่ง ..
แล้วเด็กรุ่นนี้มาลงสนามแข่งกับเรา .. คิดไว้ได้เลยว่า ..
อยู่เฉยๆ ไม่ได้แน่ .. การเรียนรู้นั้นสำคัญมาก ..
ถ้าเราหยุดเรียนรู้ .. ความรู้เราอาจเทียบได้แค่เด็ก ป.สี่ ..
ในโลกอนาคตอันใกล้นี้ ..
.. คุยกันเล่นกันไปสองสามชั่วโมง .. เดเนียลก็ง่วงนอน ..
แม่เดเนียลก็เลย จับกดหัวลงนอนซะ ..
ซึ่งมันก็น่าสงสารอยู่ .. ที่เบาะนั่งมันปรับเอนไปด้านหลังได้ไม่มากนัก ..
เธอจึงเอาหัวของลูกชายซบลงที่ตัก .. เห็นแล้วก็สงสารเดเนียลมัน ..
เดี๋ยวแม่ง .. ตะคริวแดกเอว .. ก็เลยบอกแม่เดเนียลว่า ..
เอาตีนมาพาดตักผมก็ได้นะ .. แรกๆ แม่น้องก็เกรงใจ ..
แต่พอเดเนียลมันนอนไปซักหน่อย .. มันเอาตีนมาพาดเองซะงั้น ..
คงเป็นเพราะปวดตัวเวลานอนเอียงข้างหล่ะมั้ง ..
แรกๆ แม่เดเนียลก็ดึงขากลับ .. เป็นเอาอยู่หลายรอบเหมือนกัน ..
ผมได้แต่คิด .. แหม่ .. ตูข้าไม่เอากลิ่นสาบควายไปติดขาลูกสูเจ้าดอกเฮ้ยย ..
ซักพักเธอก็ใจอ่อนยอมให้ลูกเธอเอาขาพาดตักผม ..
กูเห็นแล้วก็สงสาร แม่งนอนตัวเอียงตั้งนาน บักเดเนียลน้อย ..
จนถึงจุดหมายปลายทาง .. ถึงเวลาที่เราต้องจากกัน ..
แม่เดเนียลยิ้ม และกล่าว Nice to meet you กับผม ..
ก่อนที่หันจะหันหน้าไปยังทางออก ..
เดเนียลมันมองหน้าผมแบบ หมองๆ นิด ..
ผมเลยบอกมันไปว่า .. " ไว้เจอกันใหม่ " ..
ทั้งๆที่ ในใจ ก็รู้ถึงโอกาสและความยาก
ที่จะเจอกันบนโลกที่มีพื้นที่กว้างใหญ่แห่งนี้ อีกครั้งหนึ่ง ..
หนทางดูดำมืด .. ชนิดไม่มีคำว่าเลือนลาง .. มีแต่มืดสนิท ..
เดเนียลตอบกลับมาว่า " May be " แล้วก็หันหลังเดินตามแม่ของเขาไป ..
.. มันน่าเศร้า ที่เราเป็นเพื่อนกันได้แค่ สิบกว่า ชั่วโมง ..
มีโอกาสได้พบกันเพียงเท่านี้ .. ได้แลกเปลี่ยนกันวาดรูป ..
ได้คุย .. ได้หัวเราะ .. แล้วก็ต่างคนต้องต่างเดินไปตามทางของตัวเอง ..
บนโลกที่กว้างใหญ่ .. ไม่มีโอกาสจะได้พบกันอีก ..
ถ้าไม่ได้พบกันอีก ไม่สามารถติดต่อกันได้อีก ..
มันรู้สึกเหมือนได้ ตายจากกันไปแล้ว ..
คุณนึกออกไหม .. มันเหมือนคนที่ตาย ..
ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ในความทรงจำเท่านั้น ..
แอบคิดถึงวันข้างหน้า .. ที่ต้องรู้จักกับใครอีกหลายคน รวมถึงเพื่อนเก่า ..
และความเศร้า .. ที่ต้องศูนย์เสีย .. การจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอ ..
นี่แหละมั้ง .. เค้าเลยบอกว่า .. จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ..
ไม่ใช่แค่กับตัวคุณ .. แต่กับทุกคนที่คุณรู้จักด้วย ..
เพราะการจากลา .. จะพรากทุกโอกาสของคุณไป .. โดยไม่มีวันหวนคืน ..
-------------------------------------------------------------------------
ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนลงบล็อคตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว .. เพราะกลัวว่าความทรงจำมันจะเลือนลางไป ..
ขอฝากความทรงจำไว้ .. ณ ที่แห่งนี้เช่นเคย .. ขอบคุณครับ ..
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|